ขายของออนไลน์ยุคนี้ ยอดขายปังอย่างเดียวไม่พอค่ะ ต้องวางแผนภาษีให้เป็นด้วย เชื่อว่าหลายคนตกม้าตายตอนสิ้นปี ขายดิบขายดี ยอดเข้าบัญชีรัว ๆ แต่พอคำนวณภาษีออกมาทีแทบล้มทั้งยืน หรือบางคนกลัวสรรพากรมากจนไม่กล้ายื่นภาษี ซึ่งบอกเลยว่าเป็นความคิดที่เสี่ยงมาก
จริง ๆ แล้วกฎหมายภาษีไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นค่ะ ถ้าเรารู้จักช่องทางลดหย่อนและเก็บเอกสารให้ครบ เงินที่เราเสียไปกับค่าโฆษณา ค่าขนส่ง หรือค่าธรรมเนียมแอปฯ ทั้งหลาย สามารถเปลี่ยนมาเป็นเกราะป้องกันภาษีให้เราได้

กับดักเหมาจ่าย 60% ที่อาจทำให้เราจ่ายแพงกว่าความเป็นจริง
คนขายออนไลน์ส่วนใหญ่ที่เสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา มักจะเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายแบบ เหมา 60% เพราะมันง่าย ไม่ต้องทำบัญชี ไม่ต้องเก็บเอกสารบิลซื้อของ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่กำไรเยอะ ๆ หรือต้นทุนสินค้าต่ำมาก ๆ เท่านั้น
ถ้าคุณเป็นคนที่รับของมาขาย กำไรต่อชิ้นบางเฉียบ หรือต้องยิงแอดวันละหลายพัน การเลือกหักเหมา 60% อาจทำให้คุณขาดทุนยับเยิน เพราะในความเป็นจริงต้นทุนคุณอาจจะปาไป 80-90% แล้ว
ทางรอดคือต้องเปลี่ยนมาเลือก หักค่าใช้จ่ายตามจริง ค่ะ แม้จะยุ่งยากเรื่องการเก็บเอกสาร แต่เชื่อเถอะค่ะว่าตัวเลขภาษีที่ลดลงไป จะคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน และนี่คือค่าใช้จ่ายตามจริงที่คนมักลืมเอามาคิด
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เงินที่หายไปแต่ใช้ลดหย่อนได้
ใครขายของใน Shopee Lazada หรือ TikTok Shop จะรู้ดีว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีเรา ไม่ใช่ยอดขายเต็มจำนวน แต่เป็นยอดที่ถูกหักค่าธรรมเนียม (GP), ค่าคอมมิชชัน และค่าธุรกรรมการเงินไปแล้ว
จุดที่คนพลาดคือ เวลาลงบันทึกรายรับ ดันไปลงยอดสุทธิที่โอนเข้าบัญชี แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ คุณต้องลง ยอดขายเต็มจำนวน เป็นรายได้ และเอา ค่าธรรมเนียมที่ถูกหักไป มาลงเป็นค่าใช้จ่ายค่ะ
อย่าลืมเข้าไปดาวน์โหลดใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมพวกนี้จากระบบหลังบ้านออกมาทุกเดือนนะคะ นี่คือหลักฐานชั้นดีที่ช่วยลดรายได้สุทธิของเราลงได้เยอะมาก

ค่าโฆษณา Facebook และ Google หลุมพรางที่ต้องรู้
แม่ค้าออนไลน์สายยิงแอดฟังทางนี้ค่ะ ค่าแอดที่เราจ่ายให้พี่มาร์คหรือกูเกิล เดือนละเป็นแสนเป็นล้าน เอามาลดหย่อนภาษีได้นะคะ แต่ต้องทำให้ถูกวิธี
ปัญหาคือ Facebook และ Google เป็นบริษัทต่างชาติ เขาไม่ออกใบกำกับภาษีแบบไทยให้เรา ดังนั้นถ้าจะเอาใบเสร็จจากเขามาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี คุณต้องยื่น ภ.พ. 36 และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กรมสรรพากรก่อน
ฟังดูเหมือนเสียเงินเพิ่มใช่ไหมคะ แต่ถ้าคุณจดทะเบียน VAT (มีรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี) ภาษีซื้อ 7% ที่จ่ายไปนี้ขอคืนได้ และที่สำคัญคือ มูลค่าค่าโฆษณาทั้งหมดจะสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทหรือหักตามจริงได้ถูกต้อง 100% ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะโดนตีกลับไหม
ค่าขนส่งและแพ็กเกจจิ้ง
กล่องพัสดุ เทปกาว บับเบิลกันกระแทก หรือค่าส่งไปรษณีย์ เคอรี่ แฟลช ทั้งหลาย อย่ามองข้ามเด็ดขาดค่ะ
บิลค่าน้ำมันรถที่เราขับไปส่งของ บิลค่ากล่องที่สั่งมาจากโรงงาน ทุกใบมีค่า เก็บใส่แฟ้มแยกเดือนไว้ให้ดี แม้จะดูเป็นเงินหลักสิบหลักร้อย แต่รวมกันทั้งปีอาจจะเป็นเงินหลักหมื่นหลักแสนที่ช่วยดึงฐานภาษีเราลงมาได้
ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย คือเงินสดล่วงหน้าของเรา
สำหรับใครที่เป็น Influencer รับรีวิวสินค้า หรือขายของให้กับบริษัท ห้างร้าน เวลาเขารับเงิน เขาจะหักภาษี ณ ที่จ่ายเราไว้ (ปกติ 3% หรือ 1%) และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้เรา และห้ามทำหายเด็ดขาดค่ะ
เพราะมันเปรียบเสมือน คูปองเงินสด ที่บอกว่าเราได้จ่ายภาษีล่วงหน้าไปแล้ว ตอนสิ้นปีที่เราคำนวณภาษี สมมติว่าเราต้องจ่ายภาษี 10,000 บาท แต่เรามีใบ 50 ทวิรวมกันมูลค่า 4,000 บาท เราก็จ่ายเพิ่มแค่ 6,000 บาทเท่านั้น หรือถ้าคำนวณแล้วเราไม่ต้องเสียภาษีเลย เราสามารถขอเงิน 4,000 บาทนั้นคืนจากสรรพากรได้ด้วย
ลงทุนในความรู้และสวัสดิการตัวเอง
นอกจากต้นทุนธุรกิจแล้ว อย่าลืมค่าลดหย่อนส่วนตัวที่รัฐให้มานะคะ ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ คนทำธุรกิจส่วนตัวไม่มีสวัสดิการบริษัท ดังนั้นการซื้อประกันนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังเอามาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 25,000 บาท (สำหรับประกันสุขภาพ) และ 100,000 บาท (สำหรับประกันชีวิต)
กองทุนลดหย่อนภาษี (SSF / RMF / ThaiESG) ถ้าเงินเหลือเก็บ แบ่งมาลงทุนในกองทุนพวกนี้ นอกจากเงินจะงอกเงยแล้ว ยังช่วยตัดยอดภาษีได้อีกหลายหมื่นบาท เป็นการวางแผนเกษียณไปในตัว
การวางแผนภาษีไม่ใช่การหนีภาษีค่ะ แต่คือการรักษาสิทธิ์ของเราอย่างเต็มที่ จุดเล็กจุดน้อยอย่างค่าธรรมเนียม ค่าแอด หรือบิลค่ากล่องพัสดุ เมื่อเอามารวมกันแล้วอาจช่วยประหยัดเงินภาษีได้มากพอที่จะพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศได้เลยทีเดียว
เริ่มตั้งแต่วันนี้ ลองเปลี่ยนจากการโยนบิลทิ้ง มาเป็นการจัดหมวดหมู่เอกสาร แล้วคุณจะพบว่าสิ้นปีนี้ การยื่นภาษีจะไม่ใช่ฝันร้ายอีกต่อไป แต่เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เช็กสุขภาพการเงินของธุรกิจตัวเองอย่างแท้จริงค่ะ
