ในยุคที่ ChatGPT เขียนบทความได้ Midjourney วาดรูปได้สวยกว่าศิลปินบางคน และ AI เริ่มเข้ามาทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแทนมนุษย์ คำถามที่น่ากลัวที่สุดที่ดังก้องในหัวคนทำงานคือ “แล้วฉันจะเหลือที่ยืนตรงไหน”
ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะถึงแม้ AI จะฉลาดแค่ไหน แต่มันก็ยังมีจุดบอดขนาดใหญ่ที่เทคโนโลยียังข้ามไม่พ้น นั่นคือความเป็นมนุษย์ หรือ Soft Skills

ความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกที่ซ่อนอยู่
AI อาจจะเขียนประโยคปลอบใจได้สวยหรู แต่ AI ไม่มีความรู้สึก มันไม่รู้ว่า ความเจ็บปวด หรือ ความดีใจ จริง ๆ เป็นอย่างไร
ทักษะ Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจ จึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์ โดยเฉพาะในงานที่ต้องดีลกับคน เช่น การขาย การแพทย์ หรือการบริหารทีม
ลองจินตนาการถึงลูกค้าที่กำลังโมโหสุดขีดเพราะสินค้ามีปัญหา AI อาจจะตอบกลับด้วยข้อความขอโทษตามสคริปต์ที่สุภาพเป๊ะ ๆ แต่ลูกค้าอาจจะยิ่งโกรธ เพราะรู้สึกเหมือนคุยกับกำแพง ในขณะที่มนุษย์สามารถจับน้ำเสียง รับรู้ถึงความอัดอั้น และเลือกใช้คำพูดที่แสดงความเข้าใจอย่างจริงใจเพื่อดับไฟในใจลูกค้าได้ นี่คือสิ่งที่อัลกอริทึมยังห่างชั้นกับเรามากค่ะ
การคิดเชิงวิพากษ์และการตัดสินใจในเรื่องซับซ้อน
AI เก่งมากในการตอบคำถามตามข้อมูลที่มี (Data-Driven) แต่มันมักจะตกม้าตายเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่ ไม่มีข้อมูล หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้ จริยธรรม เข้ามาตัดสิน
ทักษะ Critical Thinking หรือการคิดเชิงวิพากษ์ คือความสามารถในการตั้งคำถามว่า “ข้อมูลที่ AI ให้มานี้จริงไหม” “มันถูกต้องตามหลักศีลธรรมหรือเปล่า” หรือ “ถ้าทำแบบนี้จะกระทบความรู้สึกคนอื่นไหม”
โลกธุรกิจไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ แต่เต็มไปด้วยสีเทา AI มักจะเลือกทางที่คุ้มค่าที่สุดตามตัวเลข แต่มนุษย์คือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย (Final Decision Maker) ว่าทางเลือกนั้นเหมาะสมกับบริบทสังคมและวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่

ความคิดสร้างสรรค์แบบฉีกกรอบ
หลายคนเถียงว่า AI ก็วาดรูปได้ แต่งเพลงได้ แต่นั่นคือการ Remix หรือการเอาข้อมูลเก่ามาผสมใหม่ค่ะ ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มีความพิเศษกว่านั้น คือความสามารถในการคิดแบบ Zero to One หรือการจินตนาการถึงสิ่งที่ “ไม่เคยมีมาก่อนบนโลก” โดยใช้อารมณ์ ประสบการณ์ชีวิต และสัญชาตญาณมาร่วมด้วย
AI อาจจะช่วยเรา Brainstorm ไอเดียได้ 100 ไอเดียใน 1 นาที แต่ต้องอาศัยมนุษย์ในการ “เลือก” ไอเดียที่ดีที่สุด และ “ต่อยอด” ให้มันกลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้จริง การมีความคิดสร้างสรรค์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปิน แต่เป็นทักษะการแก้ปัญหาแบบใหม่ที่ AI ทำแทนไม่ได้
ภาวะผู้นำและการสร้างแรงบันดาลใจ
คุณจะยอมวิ่งฝ่าดงกระสุนตามคำสั่งของหุ่นยนต์ไหมคะ หรือคุณจะยอมทุ่มเททำงานดึกดื่นเพื่อเจ้านายที่เป็น AI
คำตอบคือ ไม่ เพราะมนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยศรัทธาและความเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI สร้างไม่ได้ ทักษะ Leadership และการโน้มน้าวใจคน (Social Influence) จึงเป็นเรื่องของมนุษย์ล้วน ๆ
ผู้นำที่ดีต้องรู้วิธีปลุกไฟในตัวคน ต้องรู้วิธีไกล่เกลี่ยเมื่อลูกน้องทะเลาะกัน และต้องรู้วิธีสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่น AI อาจจะเก่งเรื่องการจัดการทรัพยากร (Management) แต่เรื่องการนำคน (Leadership) ยังไงก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนค่ะ
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
AI ถูกเขียนโปรแกรมมาให้ทำตามคำสั่ง หรือเรียนรู้จากข้อมูลในอดีต ถ้าวันพรุ่งนี้โลกเปลี่ยนกฎกติกาใหม่หมด หรือเกิดวิกฤตที่ไม่เคยมีมาก่อน AI จะเออเร่อ (Error) ไปต่อไม่ถูกทันที
แต่สำหรับมนุษย์ เรามีทักษะ Adaptability หรือความยืดหยุ่นที่สูงมาก เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา เราสามารถพลิกแพลงสถานการณ์เฉพาะหน้า และเอาตัวรอดได้แม้ในวันที่ไม่มีข้อมูลอะไรในมือเลย ความสามารถในการ “ล้มแล้วลุก” และเรียนรู้จากความผิดพลาดนี้แหละค่ะ คือสิ่งที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้
ถ้าคุณพยายามแข่งกับ AI เรื่องการจำข้อมูล การคิดเลข หรือการทำงานรูทีน คุณแพ้แน่นอนค่ะ ทางรอดเดียวคือการหันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่เราถนัดที่สุด นั่นคือ ความเป็นมนุษย์ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่ ทักษะทางอารมณ์และการเข้าสังคมก็จะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นเท่านั้น
เลิกกลัวว่า AI จะมาแย่งงาน แต่ให้รีบใช้ AI มาช่วยจัดการงานน่าเบื่อ เพื่อที่คุณจะได้มีเวลาไปฝึกฝน Soft Skills เหล่านี้ให้คมกริบ แล้วคุณจะเป็นคนที่ใครก็มาแทนที่ไม่ได้ค่ะ
