สัญญาณเตือนภัย หุ้นส่วนธุรกิจ พฤติกรรมแบบไหนที่บอกว่าเขากำลังโกงเรา

เคยได้ยินประโยคคลาสสิกที่ว่า ถ้าอยากเสียเพื่อนให้ชวนมาทำธุรกิจด้วยกัน ไหมคะ ตอนเริ่มทำธุรกิจใหม่ ๆ อะไรก็ดูสดใส โลกเป็นสีชมพู เราไว้ใจเขา เขาไว้ใจเรา แบ่งหน้าที่กันลงตัว สัญญาใจสำคัญกว่าสัญญาในกระดาษ แต่พอวันเวลาผ่านไป เมื่อมีผลประโยชน์ก้อนโตเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือในยามที่ธุรกิจเริ่มสะดุด คนที่เราเคยคิดว่ารู้จักดีที่สุดอาจเปลี่ยนไปจนเราจำไม่ได้

เรื่องการถูกโกงจากคนใกล้ตัวเป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดค่ะ เพราะมันไม่ได้เสียแค่เงิน แต่มันเสียความรู้สึกและความเชื่อใจที่กู้คืนยาก วันนี้เราจะมาเช็กลิสต์กันดูค่ะว่า หุ้นส่วนของคุณเริ่มมีพฤติกรรมทะแม่ง ๆ ที่เข้าข่ายน่าสงสัยบ้างหรือเปล่า ถ้ามีสัญญาณเหล่านี้ปรากฏขึ้น ขอให้เตรียมตัวรับมือไว้เลยค่ะ

หวงบัญชีเหมือนจงอางหวงไข่

เรื่องเงินคือหัวใจของธุรกิจ และเป็นจุดที่ส่อพิรุธได้ง่ายที่สุด ปกติแล้วผู้ถือหุ้นหรือพาร์ทเนอร์ทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลทางการเงินได้ตลอดเวลา แต่ถ้าวันดีคืนดีหุ้นส่วนของคุณเริ่มกีดกันไม่ให้คุณดูบัญชี อ้างว่ายุ่งยาก อ้างว่ากำลังทำตัวเลข หรือบอกว่า ไว้ใจเถอะ เดี๋ยวจัดการเอง

ขอให้รู้ไว้เลยค่ะว่านี่คือสัญญาณอันตรายระดับสีแดง คนบริสุทธิ์ใจย่อมไม่มีอะไรต้องปิดบังค่ะ ยิ่งถ้าคุณขอดู Statement ธนาคารแล้วเขาบ่ายเบี่ยง หรือส่งงบการเงินมาให้ดูช้ากว่าปกติมาก ๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจมีการตกแต่งตัวเลข หรือมีการโยกย้ายเงินออกไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว

รวยผิดหูผิดตาแต่บริษัทกำไรหด

ข้อนี้สังเกตได้ง่ายมากด้วยตาเปล่าค่ะ ลองดูสิคะว่าช่วงนี้หุ้นส่วนของคุณใช้เงินมือเติบผิดปกติไหม ถอยรถป้ายแดง ซื้อบ้านหลังใหม่ หรือใช้ของแบรนด์เนมทั้งตัว ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทยังทรง ๆ หรือแย่ลงกว่าเดิม

ถ้าคำตอบคือใช่ คุณต้องเริ่มตั้งคำถามแล้วค่ะว่าเขาเอาเงินมาจากไหน ถ้าเขาไม่ได้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง หรือได้มรดกก้อนโตมา ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเงินเหล่านั้นอาจจะรั่วไหลมาจากกระเป๋าของบริษัทที่คุณทั้งคู่สร้างมาด้วยกัน หรือที่เรียกว่าการ ยักยอกทรัพย์ นั่นเอง

โมโหกลบเกลื่อนเมื่อถูกตั้งคำถาม

จิตวิทยาพื้นฐานของคนทำผิดคือความกลัวค่ะ และกลไกป้องกันตัวยอดฮิตคือการแสดงความโกรธ

ลองสังเกตดูนะคะ เวลาที่คุณถามเรื่องรายละเอียดค่าใช้จ่าย หรือถามถึงบิลใบเสร็จบางใบที่ดูแปลก ๆ ถ้าเขาเป็นคนโปร่งใส เขาจะอธิบายอย่างใจเย็นและพร้อมหาหลักฐานมาให้ดู

แต่ถ้าเขาเริ่มขึ้นเสียง โมโหฟาดงวงฟาดงา หรือดราม่าตัดพ้อว่า ทำงานด้วยกันมาตั้งนานทำไมไม่ไว้ใจกัน หรือพูดจาชวนทะเลาะเพื่อเปลี่ยนประเด็น ให้มั่นใจได้เลยค่ะว่าคุณกำลังจี้ถูกจุดสำคัญเข้าแล้ว การใช้อารมณ์ข่มคือวิธีปิดปากไม่ให้คุณกล้าซักไซ้ต่อ

มีรายการจ่ายเงินแปลก ๆ ให้ซัพพลายเออร์หน้าใหม่

อีกวิธีโกงยอดฮิตคือการสร้างรายจ่ายเท็จ หรือการฮั้วกับคนนอกค่ะ จู่ ๆ บริษัทก็มีการสั่งซื้อของจากซัพพลายเออร์เจ้าใหม่ที่คุณไม่เคยได้ยินชื่อ แถมราคายังแพงกว่าเจ้าเดิม หรือคุณภาพของที่ได้ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร พอไปสืบดูดี ๆ อาจจะพบว่าเป็นบริษัทของญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักของหุ้นส่วนคุณเอง

หรือบางทีอาจมีรายการ ค่าที่ปรึกษา ค่าจ้างทำของ หรือค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจนโผล่ขึ้นมาบ่อย ๆ เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้แหละค่ะที่สะสมนานเข้าก็กลายเป็นเงินก้อนโตที่ถูกสูบออกไปจากบริษัท

พยายามกีดกันคุณออกจากลูกค้าและลูกน้อง

หุ้นส่วนที่คิดไม่ซื่อมักจะพยายามลดบทบาทของคุณลงอย่างเนียน ๆ ค่ะ เขาอาจจะอาสาคุยกับลูกค้าเจ้าใหญ่คนเดียวโดยไม่ให้คุณไปด้วย อ้างว่าไม่อยากกวนเวลาคุณ หรือเริ่มสั่งงานลูกน้องโดยข้ามหน้าข้ามตาคุณ เปลี่ยนรหัสผ่านอีเมลบริษัท หรือระบบหลังบ้านโดยไม่บอกกล่าว

พฤติกรรมแบบนี้คือการเตรียมการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จค่ะ เขาต้องการให้ลูกค้าและทีมงานยึดติดกับเขาคนเดียว เพื่อที่ว่าวันหนึ่งถ้าต้องแตกหักกัน เขาจะสามารถหอบลูกค้าและทีมงานออกไปตั้งบริษัทใหม่ได้ทันที โดยทิ้งให้คุณเคว้งคว้างอยู่กับบริษัทร้าง ๆ

จัดการอย่างไรเมื่อใจเริ่มสั่นคลอน

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพบว่าหุ้นส่วนมีพฤติกรรมตรงกับหลายข้อ ขอให้ตั้งสติให้มั่นนะคะ อย่าเพิ่งโวยวายหรือแหวกหญ้าให้งูตื่น

สิ่งที่คุณต้องทำคือ รวบรวมหลักฐาน ให้ได้มากที่สุดเงียบ ๆ ถ่ายรูปเอกสาร เก็บไฟล์อีเมล บันทึกเสียงการสนทนา หรือเช็กรายการเดินบัญชีอย่างละเอียด

จากนั้นควรปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ เพื่อดูว่าเราจะปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างไรบ้าง การเจรจากันตรง ๆ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ต้องทำเมื่อเรามีหลักฐานแน่นหนาพอที่จะทำให้เขายอมรับความจริง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่แม่นยำกว่างบการเงินก็คือ สัญชาตญาณ ของคุณเองค่ะ ถ้าคุณเริ่มรู้สึกอึดอัด รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล หรือนอนไม่หลับเพราะระแวงเรื่องหุ้นส่วน อย่าละเลยความรู้สึกเหล่านี้เด็ดขาด

การทำธุรกิจร่วมกัน พื้นฐานสำคัญที่สุดคือความไว้ใจ แต่ความไว้ใจต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบได้ (Trust but Verify) ถ้าเมื่อไหร่ที่ตรวจสอบไม่ได้ เมื่อนั้นความไว้ใจก็ไม่มีความหมายค่ะ